Sunday 4th December 2022

ลงทุนหุ้นแบบไหน ให้รวยตอนเกษียณ

February 24, 2022 by mikemikemike
No Comments

ลงทุนหุ้นแบบไหน ให้รวยตอนเกษียณจากสถิติการลงทุนในหุ้นไทย พบว่า… ถ้าซื้อหุ้นด้วยเงิน 10,000 บาทในปี 2518 จากนั้นถือมาเรื่อยๆ จนถึงปี 2563 (เป็นเวลา 46 ปี) จะได้ผลตอบแทนทบต้น 10.87% นั่นคือ เงิน 10,000 บาทจะกลายเป็น 1,151,120 บาท มีคำถามตามมาว่า มีหนทางที่ทำเงินได้มากกว่านี้หรือไม่ คำตอบคือ มี ขอแค่มีวินัย ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนของตลาด
มาเริ่มต้นด้วยการจำลองสถานการณ์ โดยให้มีเงินลงทุนเพิ่มปีละ 10,000 บาท และให้เลือกลงทุนเพิ่มได้ 4 แบบด้วยกัน

jumbo jili

ลงทุนเพิ่มเรื่อยๆ ทุกปี ปีละ 10,000 บาท
เก็บเงินปีละ 10,000 บาทไปเรื่อยๆ และลงทุนเพิ่มหลังจากปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนติดลบเท่านั้น
เก็บเงินปีละ 10,000 บาทไปเรื่อยๆ และลงทุนเพิ่มหลังจากปีที่ตลาดหุ้นตกลงมามากกว่า 20% เท่านั้น (ลงทุนหลังผ่านตลาดขาลง)
เก็บเงินปีละ 10,000 บาทไปเรื่อยๆ และลงทุนเพิ่มหลังจากปีที่ตลาดหุ้นตกลงมามากกว่า 50% เท่านั้น (ลงทุนหลังผ่านวิกฤติ)

การลงทุนทั้ง 4 แบบ ใช้เงินลงทุนเท่ากันที่ 440,000 บาท (เริ่มลงทุนตั้งแต่ปี 2518) ต่างกันเพียงแค่ช่วงเวลาที่ใส่เงินลงทุนเข้าไป ถ้าดูเผินๆ แนวคิดที่ว่าเก็บเงินไปเรื่อยๆ แล้วรอลงทุนหลังตลาดหุ้นตกเยอะๆ น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดี และยิ่งรอไปลงทุนหลังวิกฤติได้ น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีที่สุด
แต่ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น กลับกลายเป็นตรงข้าม เพราะยิ่งรอตลาดหุ้นตกแล้วค่อยลงทุน ยิ่งได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าปกติเมื่อลงทุนตามรูปแบบทั้ง 4 ไปจนครบ 46 ปี พบว่า

สล็อต

แบบที่ 1 : มูลค่าเงินลงทุนจะกลายเป็น 9,711,321 บาท
แบบที่ 2 : มูลค่าเงินลงทุนจะกลายเป็น 7,528,451 บาท
แบบที่ 3 : มูลค่าเงินลงทุนจะกลายเป็น 5,719,465 บาท
แบบที่ 4 : มูลค่าเงินลงทุนจะกลายเป็น 3,142,962 บาท

แนวคิดของการลงทุนเพิ่ม
ยิ่งเก็บเงินลงทุนรอนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนยิ่งน้อยลง
การเพิ่มเงินลงทุนเรื่อยๆ อย่างสม่ำเสมอทุกๆ ปี เป็นวิธีสร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุด

สล็อตออนไลน์

ยิ่งพยายามจับจังหวะตลาดมากเท่าไหร่ ต่อให้ลงทุนได้หลังวิกฤติ ผลตอบแทนก็น้อยลง
การออมเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าวิธีไหนจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าลงทุนครั้งเดียวหลายเท่าตัว
แม้ว่าจะเริ่มลงทุนได้ในปีที่ดีที่สุด แต่ผลตอบแทนระยะยาวก็ยังแพ้คนที่ลงทุนนานๆ ด้วยความสม่ำเสมออยู่ดี

ไม่ว่าจะนำผลตอบแทนทั้ง 46 ปีมาเรียงลำดับอย่างไร และไม่ว่าจะเริ่มต้นลงทุนในปีที่ดีหรือปีที่แย่ ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม เพราะในระยะยาวแล้วตลาดหุ้นจะมีปีที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่าติดลบ และมีปีที่บวกเยอะๆ มากกว่าปีที่ติดลบเยอะๆ
ดังนั้น ยิ่งเก็บเงินรอลงทุนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสียโอกาสที่จะให้เงินได้เติบโตทบต้นไปมากเท่านั้น และในระยะยาวความแตกต่างตรงนี้จะทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับมีความแตกต่างกัน อย่างเช่นในช่วงเวลา 46 ปีที่ผ่านมา

jumboslot

ถ้าลงทุนปีละ 10,000 บาททุกปี ผ่านไป 46 ปี จะมีเงินประมาณ 10 ล้านบาท
ถ้ารอลงทุนหลังตลาดหุ้นตก 20% จะมีเงินประมาณ 6 ล้านบาท คิดเป็นเงินที่หายไปถึง 40%
ถ้ารอลงทุนหลังตลาดหุ้นเกิดวิกฤติ เช่น ตลาดตกลง 50% จะมีเงินประมาณ 3 ล้านบาท คิดเป็นเงินที่หายไปถึง 70%

หมายความว่า… ต้นทุนของความสบายใจหรือความรู้สึกดีที่ได้มาจากการพยายามจับจังหวะการลงทุนนั้น คือ ความมั่งคั่งที่หายไป 40 – 70% หรือคิดเป็นเงินหายไป 4 – 7 ล้านบาท แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่เยอะ เพราะลงทุนเพียงแค่ปีละ 10,000 บาทเท่านั้น สมมติถ้ามีเงินลงทุนได้ปีละ 100,000 บาท ความมั่งคั่งที่หายไปจะมากถึง 40 – 70 ล้านบาท
จากสถิติของการลงทุนในหุ้นไทยตลอด 46 ปี สะท้อนให้เห็นว่า… ไม่สามารถจับจังหวะลงทุนหลังตลาดหุ้นตกหนักๆ ได้ทุกครั้ง หรือเมื่อรอจนตลาดตกและเริ่มขึ้นมาสักพักแล้วเริ่มลงทุน ยิ่งทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับน้อยถอยลงไปกว่าเดิม

slot

โดยสรุปแล้วในโลกของการลงทุน “ยิ่งพยายามเก็บเงิน รอจังหวะลงทุนมากเท่าไหร่ ยิ่งได้รับผลตอบแทนน้อยลงเท่านั้น” ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างผลตอบแทนจากหุ้นระยะยาว คือ “การลงทุนในหุ้นอย่างสม่ำเสมอ” ซึ่งนอกจากจะทำให้ได้รับผลตอบแทนที่น่าประทับใจแล้ว ยังทำให้ “สบายใจ” อีกด้วย เพราะไม่ต้องมานั่งคิด นั่งกังวล นั่งดูดัชนีตลาดหุ้นบ่อยๆ แต่ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งได้

สำหรับใครที่อยากลงทุนในหุ้นด้วยวิธีลงทุนสม่ำเสมอแบบ DCA แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร สามารถเรียนรู้พื้นฐานและเทคนิคการลงทุนแบบ DCA ตลอดจนวิธีคัดเลือกหุ้นดี น่าลงทุน ผ่าน e-Learning หลักสูตร “วางแผนลงทุนสม่ำเสมอด้วยหุ้นและกองทุน การลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรหาข้อมูลเพิ่มเติม